posted on 19 Sep 2008 09:05 by drugstation
ฉบับนี้จะนำเสนอโรคที่ค่อนข้างแปลกหน่อย ดูชื่ออาจะยังไม่แปลกเท่าไหร่ ต้องดูที่อาการและผลลัพธ์ที่เกิดตามมา
โรคนี้ภาษาแพทย์เรียกว่า ANOREXIA NERVOSA ครับ คนที่เป็นโรคนี้ จะเป็นคนที่กลัวอ้วน กลัวเอามากๆ เห็นน้ำหนักตัวเองเป็นศัตรู ปฏิเสธอาหารอย่างมากจนผ่ายผอมครับ
ถ้าเราจะสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสังคมปัจจุบันสนใจน้ำหนักตัว ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน สื่อชนิดต่างๆ ไม่ว่า ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ จะพบข้อความหรือโฆษณาเกี่ยวข้อง กับการควบคุมน้ำหนักด้วยกรรมวิธีต่างๆ เกี่ยวข้องกับผลเสียของความอ้วน หรือไขมันมากเกินอยู่เสมอ
อาจเรียกว่าค่านิยมใหม่ได้รับการปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่รับไปเรียบร้อยแล้ว เชื่อไหมครับว่า ในอเมริกา สาววัยรุ่นอายุ 18 ปี กว่าครึ่งคิดว่าตัวเองอ้วน (น้ำหนักมากไป) ทั้งๆ ที่เมื่อชั่งแล้วน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ค่านิยมนี้ จะเห็นเด่นชัดในกลุ่มนักศึกษาหญิงครับ นิยมน้ำหนักตัวน้อย เคร่งครัดควบคุมอาหารการกินมาก
อาการของโรคมักเริ่มตอนวัยรุ่น โดยเฉลี่ยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 17 ปี มีบ้างที่เป็นตอนเรียนมัธยมต้นหรือตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาสาวที่ขยันเรียน มีความรับผิดชอบสูง ผลการเรียนดี เป็นคนค่อนข้าง "สมบูรณ์แบบ" บิดามารดามักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง ผู้ป่วยมักไม่ชอบงานสังคมสังสรรค์นัก
โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่งครับ โดยมีความเชื่อผิดเกี่ยวกับน้ำหนักและรูปร่างตัวเอง บางคนยังเชื่อว่า น้ำหนักมากเกินไปทั้ง ๆ ที่ความจริงอยู่ในขั้นผอมแห้ง บางคนเชื่อว่าอวัยวะบางส่วนของตัวอ้วนไป
ผู้ป่วยจะกลัวมากๆ เกี่ยวกับการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น และที่แปลกคือ เมื่อยิ่งผอม (น้ำหนักลด) กลับยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก ความกลัวน้ำหนักเพิ่มนั้น มากเสียยิ่งกว่ากลัวตายจากการปฏิเสธอาหาร แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายหรือเบาใจ เมื่อน้ำหนักลดลงได้เขากลับกลัวมากขึ้นไปอีก
จะพบอาการไม่มีประจำเดือนได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความเครียดอย่างรุนแรงจากการอดอาหาร ทำให้ฮอร์โมนของสมองที่ควบคุมการมีประจำเดือนลดลง
พฤติกรรมของผู้ป่วยมีได้ 2 แบบครับ
- แบบจำกัด หมายถึงจะรับประทานอาหารน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกายมากและหนัก
- แบบกินมาก / ออกมาก หมายถึงเมื่อรับประทานอาหารแล้วใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนอุจจาระ
ผู้ป่วยมักมีความประพฤติแบบย้ำคิด-ย้ำทำ ร่วมด้วย ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ส่วนตัวอาจนับเมล็ดข้าวที่รับประทาน คำนวณพลังงานที่ได้จากอาหาร ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของร่างกาย ฯลฯ ผู้ป่วยโรคนี้จะปฏิเสธความเจ็บป่วยของตัวเองไม่ยอมรับว่าป่วย ทำให้รักษาลำบาก เขาคิดว่าความคิดของเขาถูกต้อง และคนอื่น กำลังพยายามทำให้เขาอ้วน เขาคิดว่าตัวเองปกติ ส่วนคนอื่นทั้งโลก ต่างหากที่เพี้ยนไป
การพัฒนาทางเพศจะล่าช้าในผู้ป่วยพวกนี้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยมักแยกตัวจากสังคม เพราะขาดความเชื่อมั่น / นับถือตัวเองและกลัวว่าเมื่อเข้าสังคมแล้วจะดำเนินชีวิตอย่างที่ทำอยู่ไม่ได้
การอดอาหารยังไปกดการหลั่งของฮอร์โมนเพศ ทำให้ขาดความสนใจทางเพศ ที่ว่าคนเป็นโรคกลัวอ้วนไม่หิวนั้น เป็นความเข้าใจผิดครับ เขายังหิว และหิวอยู่เสมอ แต่การเอาชนะความหิว ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีอำนาจเหนือร่างกายของเขาเอง
ความคิดของเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหาร น้ำหนักตัว และการควบคุมอาหาร ในที่สุดเมื่อเขาสนใจแต่เรื่องพวกนี้ เขาก็จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ทำให้การเรียน การทำงาน และมนุษยสัมพันธ์แย่ลง ความซึมเศร้าก็จะตามมา
ปล. มันกำลังจะมา!! ตึ๊ง ๆ กำลังจะมา!! แถ้น ๆ
ด้วยความปราถนาดีจาก กาแฟ .. จุด .. จุด .. จุด
edit @ 19 Sep 2008 09:34:50 by A Ro Ka Ya
posted on 18 Sep 2008 20:28 by drugstation
เวลาที่เราซื้อขนมปังและรับประทานไม่หมด ถ้าเราไม่อยากให้เสียหรือหมดอายุเร็ว
ผมมีเคล็ดที่ไม่ยุ่งยากมากบอก คือให้คุณห่อขนมปังเก็บในพลาสติกเหมือนเดิม และนำผ้าขาวสะอาด ๆ มาห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง จากนั้นให้ผูกด้วยเชือกหรือใช้ยางรัดให้แน่น แร้วนำไปเก็บในตู้เย็นตามปกติ ไม่ต้องเข้าช่องแข็ง
ทำแบบนี้ขนมปังที่ว่าก้อจะมีอายุนานขึ้นโดยไม่เสื่อมสภาพ คุณสามารถนำไปย่าง ปิ้ง ทาเนยหรือแยม ก้อยังจะอร่อยและคงความนุ่มไว้เหมือนเดิม
ปล. อ่านแร้ว ขนมปังของคุณ จะเปรี้ยว เนื่องจากไม่สามารถมองทะลุผ้า ไปดูวันหมดอายุจิง ๆ ได้
edit @ 18 Sep 2008 21:12:14 by A Ro Ka Ya
posted on 18 Sep 2008 18:27 by drugstation
จิงๆแร้วผมไม่ค่อยมีเวลาเขียนบล็อกเท่าไหร่ แต่ด้วยความอยาก เพราะเพิ่งเริ่มเขียน เรยต้องหาเวลามาเขียนให้ได้ เริ่มเรยละกันคับ
สาว ๆ ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับน้ำหอมกันดีอยู่แร้ว
ที่รู้เพราะว่าผู้หญิงแต่ละคนนั้นมีกลิ่นน้ำหอมติดตัวแทบจะทุกคน บางคนใช้น้ำหอมจนเหมือนจะเอาไปอาบเรย(ถ้าเทใส่อ่างกรู๊ดชี่แร้วนอนแช่ได้คงทำไปแร้ว ช่ายมะ) เดินมายังไม่ทันจะถึงก้อได้กลิ่นหอมฟุ้งกระจายแร้วว เท่านั้นไม่พอขนาดจากไปนานแร้วยังทิ้งกลิ่นไว้ไม่จางหาย(เสมือนเธอได้ปล่อยฟีโรโมนไว้)
ผมจึงมีเคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมมาฝากกัน ไว้ให้เพื่อนๆลองทำดู
-
-
แต้มน้ำหอมเพียงเล็กน้อยตรงจุดชีพจรหลัก ๆ คือ ซอกคอหรือหลังใบหู ข้อแขนพักทั้งสองข้าง ข้อมือ ไม่ควรใส่น้ำหอมลงบนเสื้อผ้า โดยเฉพาะผ้าไหมหรือผ้าซาติน เพราะจะทำให้ชุดเก่งของคุณเกิดคราบเหลืองได้ง่าย
-
ถ้ายังคิดว่าไม่หอมพอนะ ลงนำสำลีก้อนเล็ก ๆ แต้มหรือหยดน้ำหอมลงไปเพียงเล็กน้อย แร้วใส่ไว้ในเสื้อชั้นในตรงระหว่างทรวงอกนะคับ **ขนาดของทรวงอกไม่เกี่ยวกับความหอมนะ
-
ถ้าคุณ ๆ ต้องการเพิ่มความหอมให้ติดทนนาน คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่สบู่ โลชั่นทาผิว แป้งฝุ่นโรยตัว
-
ที่สำคัญคุณไม่ควรใส่น้ำหอมในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะจากกลิ่นหอมอ่อน ๆ จะกลายเป็นกลิ่นฉุนชวนให้จามได้ สังเกตุง่าย ๆ ถ้าหากคุณยืนห่างจากใครเกิน 1 ฟุต แล้วยังได้กลิ่นน้ำหอมของเขาอย่างชัดเจน นั่นคือตัวอย่างของการใส่น้ำหอมที่มากเกินไป
ปล. อย่าฉีดน้ำหอมเหมือนโฆษณาแอ๊ค เพราะอาจทำให้คุณรำคาญ เนื่องจากมีผู้หญิงตอมเหมือนแมลงวัน